ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB)

Thailand’s Next Aviation Chapter: จากศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) สู่การเดินทางทางอากาศขั้นสูง (Advanced Air Mobility)

อุตสาหกรรมการบินกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากระบบที่เราคุ้นเคยกับสายการบิน สนามบิน และเส้นทางการบินเชิงพาณิชย์ ไปสู่ระบบการบินที่ต้องรองรับอากาศยานรูปแบบใหม่ ระบบอัตโนมัติ อากาศยานไร้คนขับ การบริหารน่านฟ้าระดับต่ำ ตลอดจนการเดินทางทางอากาศขั้นสูง (Advanced Air Mobility: AAM) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทต่อการเดินทาง การขนส่ง และบริการทางอากาศในอนาคต

อุตสาหกรรมการบินกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากระบบที่เราคุ้นเคยกับสายการบิน สนามบิน และเส้นทางการบินเชิงพาณิชย์ ไปสู่ระบบการบินที่ต้องรองรับอากาศยานรูปแบบใหม่ ระบบอัตโนมัติ อากาศยานไร้คนขับ การบริหารน่านฟ้าระดับต่ำ ตลอดจนการเดินทางทางอากาศขั้นสูง (Advanced Air Mobility: AAM) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทต่อการเดินทาง การขนส่ง และบริการทางอากาศในอนาคต

สำหรับประเทศไทย การเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการนำเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่เข้ามาใช้งาน แต่ครอบคลุมตั้งแต่กฎหมาย มาตรฐาน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร ระบบข้อมูล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลและอุตสาหกรรมการบินในต่างประเทศ

ทิศทางดังกล่าวทำให้บทต่อไปของอุตสาหกรรมการบินไทยก้าวไกลกว่าการเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Regional Aviation Hub) ไปสู่การสร้างบทบาทในระบบนิเวศการบินแห่งอนาคต (Future Aviation Ecosystem) ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เทคโนโลยี องค์ความรู้ การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์เข้าด้วยกัน

 

Article image 1

 

จากศูนย์กลางการบิน สู่ระบบนิเวศการบินแห่งอนาคต

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT วางแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทยไว้ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว (Green Aviation) และการวางรากฐานสำหรับการบินแห่งอนาคต (Future Aviation) โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค

ทั้ง 4 แนวทางสะท้อนว่าการแข่งขันด้านการบินในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่ครอบคลุมถึงความสามารถในการรองรับการเติบโต ความมั่นคงและความปลอดภัยของระบบ ต้นทุน ความยั่งยืน และความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่

ในด้านการบินสีเขียว ประเทศไทยเดินหน้าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และตลาดคาร์บอนเครดิตของภาคการบิน

ขณะที่ด้านการบินแห่งอนาคต มีทั้งการจัดทำแผนแม่บทระบบอากาศยานไร้คนขับและการเดินทางทางอากาศขั้นสูงของประเทศไทย (Thailand UAS and AAM Master Plan) การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานสำหรับ AAM การส่งเสริมการบินทั่วไป (General Aviation) และเครื่องบินทะเล (Seaplane) รวมถึงการยกระดับระบบข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน

คำว่า “ศูนย์กลางการบิน” จึงมีความหมายกว้างขึ้นจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของเที่ยวบินและผู้โดยสาร ไปสู่การเป็นระบบที่รองรับเทคโนโลยีการบินรุ่นใหม่ มีกฎระเบียบและมาตรฐานที่ชัดเจน และเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน

 

Article image 2

 

การเดินทางทางอากาศขั้นสูง ไม่ได้หมายถึงอากาศยานรูปแบบใหม่เพียงอย่างเดียว

การเดินทางทางอากาศขั้นสูง หรือ AAM มักถูกเชื่อมโยงกับภาพของอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (electric Vertical Take-Off and Landing: eVTOL) รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ

แต่ระบบที่ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมีขอบเขตกว้างกว่าตัวอากาศยานมาก

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO กำหนดแนวคิดของการประชุม AAM 2026 ว่า “From Vision to Implementation: Enabling the AAM Ecosystem” ซึ่งให้ความสำคัญกับการนำ AAM จากแนวคิดและการทดลองในระยะแรกเข้าสู่ระบบที่ปลอดภัย สามารถขยายการใช้งานได้ และทำงานร่วมกันในระดับสากล

เนื้อหาครอบคลุมบทเรียนจากระบบอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aircraft Systems: UAS) และ eVTOL รวมถึงการพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ระบบอัตโนมัติ และกรอบการกำกับดูแลที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง

การพัฒนา AAM จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะมี “แท็กซี่บินได้” ก่อน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำให้เทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่สามารถทำงานร่วมกับระบบการบินเดิมได้อย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน

ประเทศที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่การรับรองแบบอากาศยาน (Type Certification) มาตรฐานความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness) การออกใบอนุญาต การปฏิบัติการบิน การบริหารน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-Level Airspace) การเชื่อมโยงระบบข้อมูล ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรที่ทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการบินยุคใหม่

ไทยวางรากฐานกฎระเบียบควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรม

การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในประเทศ แต่ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศที่กำลังพัฒนา AAM เช่นกัน

 

Article image 3

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 CAAT ได้หารือกับสำนักงานการบินพลเรือนญี่ปุ่น (Japan Civil Aviation Bureau: JCAB) ในประเด็นกรอบกำกับดูแล AAM ครอบคลุมตั้งแต่การรับรองแบบอากาศยาน ความสมควรเดินอากาศ การออกใบอนุญาต มาตรฐานการปฏิบัติการบิน และการบริหารน่านฟ้าระดับต่ำ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือด้านองค์ความรู้ทางเทคนิค

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม AAM เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีการบินจำเป็นต้องเดินควบคู่กับกฎระเบียบและมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับระบบสากล

สำหรับประเทศไทย การพัฒนากรอบกำกับดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยสร้างความชัดเจนให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรมมองเห็นทิศทางของประเทศ ทั้งในด้านการทดสอบ การพัฒนา และการนำเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

นี่คือการขยับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคต

AAM 2026 เมื่อประเทศไทยเป็นจุดนัดพบของอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคต

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของทิศทางดังกล่าว คือการที่ประเทศไทยได้รับเลือกจาก ICAO ให้เป็นเจ้าภาพการประชุมวิชาการด้านการเดินทางทางอากาศขั้นสูง ครั้งที่ 2 (The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026: AAM 2026) ระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 ธันวาคม 2569 ณ IMPACT Exhibition and Convention Center

 

Article image 4

 

CAAT ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่การประชุมสำคัญดังกล่าวจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย หลังจากการประชุมครั้งแรกจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของ ICAO ในปี 2024

รัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,500 คนจากหลายประเทศ ครอบคลุมทั้งผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้อำนวยการหน่วยงานการบินพลเรือน ผู้บริหารในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่

รูปแบบของงานประกอบด้วยการประชุมนานาชาติ นิทรรศการ และการสาธิตอากาศยานไร้คนขับ

ความสำคัญของการเป็นเจ้าภาพจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมที่เดินทางมายังประเทศไทย แต่รวมถึงการที่ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญด้านการบินแห่งอนาคตจากหลายประเทศมารวมตัวกันในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มาตรฐาน กฎระเบียบ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจของ AAM กำลังได้รับการพัฒนาในระดับโลก

ประเทศไทยจึงไม่ได้เพียงติดตามทิศทางของการบินในอนาคต แต่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทสนทนาที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมด้วย

MICE ในฐานะแพลตฟอร์มองค์ความรู้ (Knowledge Platform)

จาก Knowledge Exchange สู่ Knowledge Legacy

คุณค่าที่สำคัญของ MICE จึงไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อกิจกรรมจบลง แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นภายในงานไปสู่ Knowledge Legacy ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะบุคลากร การสร้างเครือข่ายวิชาชีพ การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาประยุกต์ใช้จริง

โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต งาน MICE สามารถทำหน้าที่เป็น Knowledge Gateway เชื่อมความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับ Ecosystem ของแต่ละอุตสาหกรรมในประเทศ ตั้งแต่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด ไปจนถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

มิติแรกที่ทำให้ AAM 2026 มีคุณค่ามากกว่าการประชุมทั่วไป คือบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะแพลตฟอร์มองค์ความรู้ (Knowledge Platform)

อุตสาหกรรมการบินมีลักษณะเฉพาะที่เทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีโดยปราศจากกฎระเบียบ มาตรฐานความปลอดภัย และระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม

การนำหน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิต นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และหน่วยงานกำกับดูแลจากหลายประเทศมาพบกันในเวทีเดียว จึงช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่าง “เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนา” กับ “ระบบที่ต้องรองรับเทคโนโลยีนั้น”

ICAO ระบุว่า AAM 2026 ให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบแนวทางที่สอดคล้องกันในระดับโลก การสร้างความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน ตลอดจนประเด็นด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่มีระบบอัตโนมัติ (Automation) และการทำงานอย่างอิสระของระบบ (Autonomy) เพิ่มมากขึ้น

เมื่อองค์ความรู้ระดับโลกถูกนำเข้ามาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย บุคลากรไทยไม่ได้เพียงเข้าร่วมรับฟัง แต่ยังได้สร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญ ทำความเข้าใจแนวทางกำกับดูแลของประเทศต่าง ๆ และติดตามเทคโนโลยีที่กำลังเข้าสู่ตลาดโลก

นี่คือบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการนำ “องค์ความรู้ของโลก” เข้ามาใกล้อุตสาหกรรมภายในประเทศ และช่วยให้องค์ความรู้นั้นเกิดการเชื่อมต่อและต่อยอดหลังจากงานสิ้นสุดลง เมื่อ “ความรู้ของโลก” มาพบกับ “ศักยภาพของประเทศไทย” องค์ความรู้นั้นจึงกลายเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ

MICE ในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนและอุตสาหกรรม (Investment & Industry Platform)

อีกมิติหนึ่งคือบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน

ในช่วงที่ AAM ยังอยู่ในระยะพัฒนา นักลงทุนและผู้พัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้พิจารณาเฉพาะขนาดของตลาด แต่ยังให้ความสำคัญกับความชัดเจนของนโยบาย ความพร้อมของกฎหมาย ระบบความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และความร่วมมือของภาครัฐ

รัฐบาลไทยระบุว่าการเป็นเจ้าภาพ AAM 2026 มีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แสดงความพร้อมของประเทศไทยต่ออุตสาหกรรมอากาศยานรูปแบบใหม่ และสนับสนุนการพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับ ICAO และมาตรฐานสากล

ในบริบทของอุตสาหกรรมไมซ์ การประชุมระดับนานาชาติทำให้ผู้ลงทุน ผู้ผลิต ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และผู้ประกอบการสามารถพบกันภายในเวทีเดียว โดยไม่จำเป็นต้องแยกการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ออกจากการพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเข้าใจทิศทางกฎระเบียบ หน่วยงานภาครัฐรับฟังประเด็นและข้อจำกัดจากภาคอุตสาหกรรม นักลงทุนมองเห็นบริบทของตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมองเห็นโอกาสตั้งแต่ระบบอากาศยาน ระบบควบคุม การซ่อมบำรุง การพัฒนาซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

งานหนึ่งงานจึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่นโยบาย (Policy) เทคโนโลยี (Technology) และการลงทุน (Investment) มาพบกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่

MICE ในฐานะเครื่องมือสร้างตำแหน่งประเทศไทยบนเวทีโลก (Global Positioning Tool)

อีกบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ คือการช่วยสร้างตำแหน่งของประเทศไทยบนแผนที่อุตสาหกรรมโลก

การที่การประชุม ICAO ด้าน AAM ครั้งที่ 2 เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเป็นครั้งแรกที่เวทีดังกล่าวจัดขึ้นในเอเชีย มีความหมายมากกว่าการได้รับสิทธิ์จัดงานระดับนานาชาติหนึ่งงาน

การเป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับบทสนทนาด้านการบินแห่งอนาคต (Future Aviation) ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังกำหนดทิศทางด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และรูปแบบการใช้งานในระดับโลก

การมองเห็นในระดับนานาชาติ (International Visibility) ในลักษณะนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของผู้เข้าร่วม ซึ่งได้เห็นทั้งการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และเครือข่ายความร่วมมือของประเทศไทย

ผลลัพธ์ของงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมงาน (Delegate Spending) ผ่านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง หรือบริการจัดงาน แต่ยังรวมถึงการรับรู้และภาพลักษณ์ (Perception) ของประเทศไทยในสายตาผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร และผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการบินโลก

การเป็นเจ้าภาพยังสร้างจุดเชื่อมต่อสำหรับความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทดลองเทคโนโลยี การลงทุน และโอกาสในการดึงงานด้านการบินแห่งอนาคตเข้ามาสู่ประเทศไทยในระยะต่อไป

อุตสาหกรรมไมซ์จึงสร้างคุณค่าที่ต่อเนื่องไกลกว่าวันสุดท้ายของการประชุม

 

Article image 5

 

จากการรองรับเครื่องบิน สู่การรองรับอนาคตของการบิน

การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีกำลังขยายความหมายของคำว่า “ศูนย์กลางการบิน”

ศูนย์กลางการบินแห่งอนาคตไม่ได้มีเพียงบทบาทในการรองรับผู้โดยสาร เที่ยวบิน หรือการเปลี่ยนเครื่อง แต่ยังต้องรองรับนวัตกรรม กฎหมาย เทคโนโลยี บุคลากร และธุรกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม

การจัดทำแผนแม่บทระบบอากาศยานไร้คนขับและการเดินทางทางอากาศขั้นสูง (UAS and AAM Master Plan) การพัฒนากฎและมาตรฐาน การเตรียมความพร้อมของน่านฟ้าระดับต่ำ การส่งเสริมการบินสีเขียว และการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการวางรากฐานสำหรับระบบการบินแห่งอนาคต

การนำเวทีระดับโลกอย่าง AAM 2026 มาเชื่อมกับกระบวนการพัฒนาเหล่านี้ ยังทำให้บทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์กว้างกว่าการเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการเดินทางทางอากาศ

อุตสาหกรรมไมซ์กลายเป็นหนึ่งในกลไกที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นโยบาย การลงทุน และเครือข่ายระดับนานาชาติเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศการบิน (Aviation Ecosystem) และระบบนิเวศไมซ์ (MICE Ecosystem)

การบินทำให้ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาพบกัน ขณะที่อุตสาหกรรมไมซ์ทำให้การพบกันนั้นพัฒนาไปสู่องค์ความรู้ ความร่วมมือ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจที่เดินหน้าต่อได้

Thailand’s Next Aviation Chapter จึงไม่ได้หมายถึงการประกาศว่าประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของ AAM แล้ว แต่สะท้อนการวางรากฐานอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในอุตสาหกรรมการบินรูปแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

สำหรับอุตสาหกรรม MICE การก้าวจาก Aviation Hub สู่ Advanced Air Mobility ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางที่สะดวกและเชื่อมต่อมากขึ้น แต่ยังเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเวทีเชื่อมโลกกับอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคต ผ่านการดึงงานประชุม นิทรรศการ Business Forum และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติด้าน Aviation, Aerospace และ Mobility Technology เข้ามาจัดในประเทศ เมื่อความพร้อมด้านการเดินทางมาบรรจบกับ Ecosystem ของอุตสาหกรรม MICE ประเทศไทยจึงสามารถเปลี่ยน Connectivity ให้เป็น Business Connectivity เชื่อมผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจจากทั่วโลก พร้อมสร้าง Positioning ใหม่ให้ไทยไม่ใช่เพียงจุดหมายที่เดินทางมาถึงได้ง่าย แต่เป็นจุดหมายที่โลกเดินทางมาเพื่อพบกับโอกาสแห่งอนาคต

Subscribe to TCEB
updates and stay informed about events, activities, and key announcements
* indicates required
or