ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB)

Future-Ready Economy 2026: 5 มิติสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับอนาคต

การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการพัฒนาประเทศอีกต่อไป เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า GDP ขยายตัวได้เร็วเพียงใด แต่ยังต้องพิจารณาว่าการเติบโตนั้นสร้างโอกาสให้ผู้คนมากแค่ไหน ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันเพียงใด และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือไม่

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ AI ความผันผวนด้านพลังงาน ตลอดจนความเสี่ยงจาก Climate Change การสร้าง Future-ready Economy หรือเศรษฐกิจที่พร้อมรับอนาคต จึงต้องมองไกลกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น

แนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของงาน FUTURE-READY 2026 ECONOMY: Leaving No Future Behind ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ณ NEX Hall สยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือการมองเศรษฐกิจผ่าน 5 มิติของ Capital ได้แก่ Capital for Security, Capital for People, Capital for Growth, Capital for Transition และ Capital for Resilience ซึ่งแต่ละมิติมีบทบาทแตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันในการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และเปิดโอกาสให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับการเติบโต

Future-ready Economy คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย?

Future-ready Economy คือแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการเติบโตและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ในอดีต การประเมินความสำเร็จทางเศรษฐกิจมักให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโต เช่น GDP การส่งออก หรือการลงทุน แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น การเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนความพร้อมของประเทศได้ทั้งหมด

ประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวอาจยังเผชิญความเปราะบางจากการพึ่งพาตลาดบางแห่งมากเกินไป ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ หรือมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ได้

การสร้างเศรษฐกิจที่พร้อมสำหรับอนาคตจึงต้องพัฒนาหลายองค์ประกอบไปพร้อมกัน ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน และความสามารถในการรับมือกับวิกฤต

แนวคิดทั้ง 5 ด้านนี้สะท้อนผ่านการอภิปรายในงาน Future-Ready Economy 2026

1. Capital for Security: สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการลดความเสี่ยงและเพิ่มทางเลือก

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การสร้าง Economic Security หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการปกป้องเศรษฐกิจจากภัยคุกคาม แต่รวมถึงการสร้างความสามารถในการปรับตัวเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง

ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า และความไม่แน่นอนของ Supply Chain ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจ

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพึ่งพาตลาด แหล่งวัตถุดิบ หรือพันธมิตรทางเศรษฐกิจเพียงไม่กี่แห่ง อาจเพิ่มความเปราะบางเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

การสร้าง Economic Security จึงต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป และการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้สะท้อนความสำคัญของการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น

2. Capital for People: การลงทุนในคนคือรากฐานของเศรษฐกิจแห่งอนาคต

เทคโนโลยีและ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและความต้องการทักษะของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง แต่การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น

หัวใจของ Capital for People จึงอยู่ที่การพัฒนา Human Capital หรือทุนมนุษย์ เพื่อให้ผู้คนสามารถปรับตัว เรียนรู้ และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ

การลงทุนในคนต้องมองให้ไกลกว่าการศึกษาในระบบ ครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาธุรกิจของตนเอง

ขณะเดียวกัน การสร้างเศรษฐกิจที่ทั่วถึงยังต้องคำนึงถึงผู้ที่เผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนที่เคยประสบปัญหาสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้

สำหรับเศรษฐกิจไทย การพัฒนาทักษะแรงงานและการเข้าถึงโอกาสจึงเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง

เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตจากเทคโนโลยีใหม่ แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงทักษะหรือโอกาสเหล่านั้น การเติบโตก็อาจไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง

3. Capital for Growth: การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

การเติบโตของ GDP เป็นตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่าประเทศกำลังสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตในอนาคตได้ดีเพียงใด

ประเด็นสำคัญของ Capital for Growth จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันและยกระดับ Productivity อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมต้องอาศัยการลงทุนและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกนำเสนอคือกรอบ 3I ได้แก่ Investment, Infusion และ Innovation

Investment คือการลงทุนเพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการผลิต

Infusion คือการนำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

Innovation คือการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสในการแข่งขัน

ทั้งสามองค์ประกอบมีความเชื่อมโยงกัน เพราะการลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากธุรกิจไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้หรือพัฒนาความสามารถใหม่ได้

อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของ SMEs เพื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถขยายกิจการ เพิ่ม Productivity และมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

4. Capital for Transition: ปลดล็อกเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การระดมเงินทุนเพิ่มเพียงอย่างเดียว

ประเด็นสำคัญของ Capital for Transition คือการทำให้เงินทุนที่มีอยู่สามารถไหลเข้าสู่โครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

จากมุมมองของภาคการลงทุน ปัญหาหนึ่งคือการขาด Investable Projects หรือโครงการที่มีความพร้อมสำหรับการลงทุน ทั้งในด้านความเป็นไปได้ ผลตอบแทน และการบริหารความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องการนโยบายที่ชัดเจน กฎระเบียบที่มีเสถียรภาพ และข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือ Energy Transition ซึ่งไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว

การลงทุนยังต้องครอบคลุมโครงข่ายไฟฟ้า ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อให้สามารถรองรับการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านต้องไม่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เพราะ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ และข้อมูลที่จำเป็นต่อการปรับตัว

ตัวอย่างการพัฒนา Carbon Calculator สำหรับธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไทยสะท้อนว่า การช่วยให้ผู้ประกอบการวัดและติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดโอกาสให้เข้าร่วมการเปลี่ยนผ่าน

อีกแนวคิดสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่าง Capital Gap และ Trust Gap เพราะหากนักลงทุนไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือไม่สามารถประเมินความพร้อมของโครงการได้ เงินทุนก็อาจไม่ถูกนำมาลงทุน แม้จะมีความต้องการเงินทุนอยู่ก็ตาม

5. Capital for Resilience: ลงทุนสร้างความพร้อมก่อนวิกฤต เพื่อเศรษฐกิจที่รับมือกับความไม่แน่นอนได้

เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ เงินทุนมักถูกระดมมาเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูความเสียหาย แต่การลงทุนเพื่อป้องกันและเตรียมความพร้อมล่วงหน้ากลับอาจไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร

นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด Capital for Resilience ซึ่งเสนอให้เปลี่ยนจาก Financing Disaster Response ไปสู่ Investing in Resilience

ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้คือการจัดสรรงบประมาณเพื่อซ่อมแซมสะพานหลังเกิดความเสียหาย ซึ่งอาจทำได้ง่ายกว่าการของบประมาณเพื่อบำรุงรักษาสะพานตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหา

การสร้าง Resilience จึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองและการนำมาตรการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณและแผนลงทุนของประเทศ

ในด้านการเงิน เครื่องมืออย่าง Parametric Insurance, Credit Guarantee และ Sovereign Risk Financing สามารถช่วยให้รัฐบาล ประชาชน และธุรกิจมีแนวทางบริหารความเสี่ยงและเข้าถึงเงินทุนได้เหมาะสมขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต

สำหรับภาคธุรกิจ Resilience ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรักษาการดำเนินงานและการจ้างงานท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงในปัจจุบันสามารถส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้ การสร้างความพร้อมจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการเตรียมกลไกทางการเงินสำหรับรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน

5 Capital เชื่อมโยงกันอย่างไรในการสร้าง Future-ready Economy?

แม้แต่ละ Capital จะมุ่งตอบโจทย์เศรษฐกิจคนละด้าน แต่เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่าทั้งห้ามิติมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

Capital for Security ช่วยสร้างความมั่นคงและเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

Capital for People พัฒนาศักยภาพของประชาชนและแรงงาน เพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสจากเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

Capital for Growth สร้างเครื่องยนต์การเติบโตผ่านการลงทุน การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Capital for Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ผ่านเงินทุนและระบบที่เอื้อต่อการลงทุน

Capital for Resilience เพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตและลดความเปราะบางของเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งห้ามิติจึงไม่ใช่เป้าหมายที่แยกขาดจากกัน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องอาศัยคนที่มีศักยภาพ การลงทุนต้องการความเชื่อมั่น การเปลี่ยนผ่านต้องมีระบบรองรับ และความสามารถในการแข่งขันต้องดำเนินต่อไปได้แม้เกิดวิกฤต

Subscribe to TCEB
updates and stay informed about events, activities, and key announcements
* indicates required
or