ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB)

3 สัญญาณเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมไมซ์ไทยที่ผู้จัดงานต้องจับตา

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การประชุมและการเจรจาธุรกิจผ่านหน้าจอกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้จัดงานจึงต้องสร้างเหตุผลใหม่ที่ทำให้ผู้คนยังต้องการเดินทางมาพบกันแบบ Face to Face โดยมีประสบการณ์ คุณค่าระยะยาว และความยั่งยืนเป็นสามปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย

โลกของอีเวนต์และอุตสาหกรรมไมซ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่การจัดงานอาจเน้นเพียงจำนวนผู้เข้าร่วม ขนาดพื้นที่ หรือความยิ่งใหญ่ของกิจกรรม วันนี้ผู้จัดงานต้องคิดไกลกว่านั้น เพราะพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงาน ผู้ซื้อ ผู้จัดประชุม และองค์กรทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

หลังยุคโควิด เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การประชุมออนไลน์ การเจรจาธุรกิจผ่านหน้าจอ และการทำงานข้ามประเทศกลายเป็นเรื่องปกติ คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียง “จะจัดงานอย่างไร” แต่คือ “ทำไมผู้คนยังต้องเดินทางมาเจอกันแบบ Face to Face”

คำตอบของคำถามนี้ คือหัวใจสำคัญของอนาคตอุตสาหกรรมไมซ์ และเป็นโจทย์ที่ผู้จัดงาน นักการตลาด เมืองเจ้าภาพ สถานที่จัดงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันออกแบบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในบริบทของประเทศไทย นี่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย จากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางการจัดงาน ไปสู่การเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ระยะยาว และคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน เมืองเจ้าภาพ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

Article image 1

1. Experience: ประสบการณ์คือทุนเชิงกลยุทธ์ของงานไมซ์

สัญญาณแรกที่ผู้จัดงานไมซ์ต้องจับตา คือ “Experience” หรือประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน

ในวันที่การประชุมออนไลน์ทำได้สะดวกขึ้น การเดินทางเพื่อเข้าร่วมงานจึงต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนกว่าเดิม ผู้เข้าร่วมงานต้องรู้สึกว่า การมาร่วมงานจริงให้คุณค่าที่หน้าจอไม่สามารถทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการพบปะผู้คน การสร้างความไว้วางใจ การจับต้องสินค้า การทดลองเทคโนโลยีจริง หรือการมีบทสนทนาที่นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่

สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ ประสบการณ์จึงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบเสริมของงาน แต่เป็น “ทุนเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับงาน สถานที่จัดงาน และจุดหมายปลายทาง

ผู้จัดงานยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจผู้เข้าร่วมงานในระดับลึกขึ้น ไม่ใช่มองผู้เข้าร่วมงานเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องเข้าใจ Persona ของแต่ละกลุ่ม เช่น ผู้เข้าร่วมงานครั้งแรก ผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจรุ่นใหม่ ผู้ที่ต้องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ หรือกลุ่มที่ไม่ถนัดเริ่มบทสนทนากับคนแปลกหน้า

การออกแบบกิจกรรม เช่น Workshop, Networking Session, First Timer Program หรือพื้นที่ที่เอื้อต่อการพูดคุย จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ผู้เข้าร่วมงานรู้สึกว่า “การมางานครั้งนี้คุ้มค่า” และสามารถต่อยอดไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจได้จริง

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งด้านการต้อนรับ วัฒนธรรม อาหาร ความคิดสร้างสรรค์ และเมืองไมซ์ที่มีเอกลักษณ์ สามารถถูกนำมาออกแบบเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน หากผู้จัดงานสามารถเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจของผู้เข้าร่วมงาน ไมซ์ไทยจะสามารถสร้างคุณค่าที่มากกว่าการเป็นสถานที่จัดงาน

Article image 2

2. Cost vs. Value: จากการวัดผลด้วยต้นทุน สู่การสร้างคุณค่าระยะยาว

สัญญาณที่สอง คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ต้นทุน” ไปสู่ “คุณค่า”

ในอดีต ผู้จัดงานและองค์กรจำนวนมากอาจประเมินการเข้าร่วมงานจากค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าพื้นที่จัดงาน หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แต่วันนี้ การวัดผลของไมซ์ต้องมองให้กว้างขึ้น เพราะคุณค่าที่แท้จริงของงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันจัดงานเท่านั้น

งานไมซ์ที่ดีสามารถสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว ซึ่งอาจไม่สามารถวัดได้ทันทีในรูปแบบยอดขายหรือคำสั่งซื้อภายในงาน แต่สามารถพัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้าใหม่ การลงทุน หรือโอกาสในการจัดงานครั้งต่อไป

แนวคิดสำคัญที่สะท้อนเรื่องนี้คือ Return on Relationship หรือผลตอบแทนจากการสร้างความสัมพันธ์

ในโลกธุรกิจ ความสัมพันธ์ที่เกิดจากการพบกันจริงอาจกลายเป็นโอกาสในอนาคต เช่น ลูกค้าที่เคยพบกันในงานประชุม อาจกลับมาติดต่อเมื่อจำเป็นต้องย้ายสถานที่จัดงาน มองหาจุดหมายปลายทางใหม่ หรือวางแผนขยายธุรกิจเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย

ในบริบทนี้ ประเทศไทยสามารถเป็นได้มากกว่าจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้จัดงานและองค์กรต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค

ดังนั้น งานไมซ์ในอนาคตต้องไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดกิจกรรม แต่ต้องเป็นเวทีที่ช่วยให้ผู้คนพบกัน เชื่อมโยงกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่คุณค่าทางธุรกิจระยะยาว

สำหรับผู้จัดงาน นี่หมายถึงการออกแบบตัวชี้วัดใหม่ที่ไม่ได้มองเฉพาะจำนวนผู้เข้าร่วมงาน แต่ต้องมองถึงคุณภาพของการพบปะ จำนวนการเจรจาธุรกิจ โอกาสในการติดตามผล ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงาน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังงานจบ

Article image 3

3. Sustainability: ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานใหม่

สัญญาณที่สาม คือ “Sustainability” หรือความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลก

การจัดงานขนาดใหญ่ย่อมเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งวัสดุตกแต่งงาน สิ่งพิมพ์ อาหาร พลังงาน การขนส่ง และการจัดการขยะ ผู้จัดงานจึงต้องออกแบบทุก Touchpoint ให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเมืองเจ้าภาพมากขึ้น

ในปัจจุบัน ผู้จัดงานระดับนานาชาติให้ความสำคัญกับคำถามสำคัญ เช่น สถานที่จัดงานเป็น Green Venue หรือไม่ โรงแรมที่ใช้เป็น Official Hotel มีแนวทางด้านความยั่งยืนหรือเปล่า ระบบขนส่งสามารถรองรับการลดหรือชดเชยคาร์บอนได้หรือไม่ และงานมีแนวทางลดขยะหรือใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบอย่างไร

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือเทศกาลระดับโลกที่ไม่ได้สร้างเพียงความบันเทิง แต่ยังออกแบบความสัมพันธ์กับชุมชน การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างจริงจัง รวมถึงงานระดับ Expo ที่สร้างประสบการณ์จดจำได้ ขณะเดียวกันก็วางแผนการใช้วัสดุหลังจบงาน ไม่ปล่อยให้สิ่งก่อสร้างหรือวัสดุเหลือใช้กลายเป็นภาระของเมือง

สำหรับประเทศไทย ศูนย์ประชุมและสถานที่จัดงานขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มพัฒนาแนวทางด้าน Green Venue และ Sustainable Practice เช่น การใช้เทคโนโลยี IoT และ AI เพื่อควบคุมการใช้พลังงาน การบริหารระบบไฟและอุณหภูมิอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อลดการขนส่ง และการวางระบบจัดการขยะภายในงาน

ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ที่ดีของงาน แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ยุคใหม่ เพราะผู้จัดงาน ผู้สนับสนุน ผู้เข้าร่วมงาน และองค์กรระดับโลกต่างให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น

หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานในทุกขั้นตอน จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้จัดงานนานาชาติ และทำให้ไมซ์ไทยมีความโดดเด่นในตลาดโลกมากขึ้น

Article image 4

โอกาสของประเทศไทยในอนาคตไมซ์โลก

แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่อุตสาหกรรมไมซ์ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญหลายด้าน

ประเทศไทยมี Hospitality Mind หรือจิตวิญญาณการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์ มีความสามารถในการปรับตัวและแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์สูง และมีภาคอุตสาหกรรมจริงที่แข็งแรง เช่น อาหาร เกษตร ยานยนต์ สุขภาพ เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และบริการ

เมื่อจุดแข็งเหล่านี้ผสานกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง ความพร้อมของศูนย์ประชุม โรงแรม เมืองไมซ์ และเครือข่ายผู้ประกอบการ ประเทศไทยจึงมีศักยภาพในการยกระดับจาก “จุดหมายปลายทางการจัดงาน” ไปสู่ “แพลตฟอร์มแห่งประสบการณ์ทางธุรกิจ” ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้เข้าร่วมงาน ผู้จัดงาน ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวม

ในอนาคต เมืองไมซ์ของไทยสามารถมีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น กรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและการประชุมนานาชาติ เชียงใหม่ในฐานะเมืองสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวและเวลเนส พัทยาในฐานะเมืองอีเวนต์และความบันเทิง และขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาคและการเชื่อมโยงองค์ความรู้

หากแต่ละเมืองสามารถนำจุดแข็งของตัวเองมาเชื่อมกับ Experience, Value และ Sustainability ได้อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถสร้างข้อได้เปรียบใหม่ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก

Article image 5

ไมซ์ไทยต้องพร้อม ยืดหยุ่น และสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม

อนาคตของไมซ์ไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดงานให้ใหญ่ขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบงานให้ตอบโจทย์โลกใหม่มากขึ้น

ผู้จัดงานต้องสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนอยากเดินทางมาเจอกันจริง ต้องพิสูจน์คุณค่าของงานให้มากกว่าต้นทุนที่จ่ายไป และต้องทำให้ความยั่งยืนเป็นมาตรฐานในทุกขั้นตอนของการจัดงาน

หากประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการต้อนรับ ความคิดสร้างสรรค์ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของภาคธุรกิจมาขับเคลื่อนร่วมกัน อุตสาหกรรมไมซ์ไทยจะไม่เพียงแข่งขันได้ในเวทีโลก แต่ยังสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจ ชุมชน และประเทศในระยะยาว

เพราะอนาคตของไมซ์ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เข้าร่วมงานเท่านั้น แต่วัดจากคุณค่าที่งานนั้นสร้างไว้หลังจากผู้คนเดินทางกลับไปแล้ว และวัดจากความประทับใจที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงาน ผู้จัดงาน และองค์กรนานาชาติอยากกลับมาจัดงานที่ประเทศไทยอีกครั้ง

Subscribe to TCEB
updates and stay informed about events, activities, and key announcements
* indicates required
or