ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB)

TCEB ดันยุทธศาสตร์ 4Es ผ่านแคมเปญ Meet Exponential ปรับโฉมอุตสาหกรรมแสดงสินค้าไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันตลาดโลก

อุตสาหกรรมแสดงสินค้ากำลังเปลี่ยนบทบาท จากพื้นที่สำหรับนำสินค้าและบริการมาจัดแสดง ไปสู่แพลตฟอร์มทางธุรกิจที่เชื่อมผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายประเทศเข้าด้วยกัน โดยความสำเร็จของงานไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าร่วม พื้นที่จัดงาน หรือจำนวนบริษัทที่จัดแสดงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองต่อไปถึงคุณภาพของผู้เข้าร่วม โอกาสทางธุรกิจ และผลลัพธ์ที่สามารถต่อยอดได้หลังงานสิ้นสุดลง

อุตสาหกรรมแสดงสินค้ากำลังเปลี่ยนบทบาท จากพื้นที่สำหรับนำสินค้าและบริการมาจัดแสดง ไปสู่แพลตฟอร์มทางธุรกิจที่เชื่อมผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายประเทศเข้าด้วยกัน โดยกำลังเปลี่ยนจาก “การจัดงาน” ไปสู่ “การสร้างคุณค่าให้กับประเทศและภูมิภาค”

การวัดความสำเร็จของงานจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วม พื้นที่จัดงาน หรือจำนวนบริษัทที่จัดแสดงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองต่อไปถึงคุณภาพของผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วม โอกาสในการพบคู่ค้าที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าและความร่วมมือที่สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากงานสิ้นสุดลง

ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแสดงสินค้าของประเทศไทยผ่านแคมเปญ Meet Exponential ภายใต้แนวคิด Connecting Businesses for Exponential Growth โดยใช้ยุทธศาสตร์ 4Es เป็นกรอบสำคัญในการพัฒนา เพื่อให้งานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดึงผู้เดินทางจากทั่วโลกเข้ามาพบกัน แต่สามารถเชื่อมโอกาสเหล่านั้นกลับไปสู่ผู้ประกอบการไทย อุตสาหกรรมเป้าหมาย และเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้อุตสาหกรรมแสดงสินค้า “ใหญ่ขึ้น” แต่เป็นการทำให้งานแต่ละงานมีคุณค่ามากขึ้น และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

จาก 4Rs สู่ 4Es เมื่อการแข่งขันต้องไปไกลกว่าการจัดงานให้สำเร็จ

ยุทธศาสตร์ 4Es เป็นการต่อยอดจากแนวทาง 4Rs ที่ TCEB ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแสดงสินค้าในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดอุตสาหกรรมและตลาดเป้าหมายใหม่ การพัฒนาการเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม การออกแบบประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม ไปจนถึงการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการตัดสินใจ

เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่การแข่งขันอีกระดับ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการปรับงานให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมแสดงสินค้าส่งต่อประโยชน์ไปยังระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น TCEB จึงวางกรอบ 4Es เพื่อเชื่อมการพัฒนางานเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

Empower Thai-First Model

ให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมกับโอกาสที่เกิดจากงานมากขึ้น ไม่ว่าจะในฐานะผู้แสดงสินค้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี หรือพันธมิตรในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อให้การเติบโตของงานไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากการเติบโตของภาคธุรกิจไทย

Enhance Thailand Industry Profile

มองงานแสดงสินค้าเป็นช่องทางในการนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะผู้ซื้อและนักลงทุนที่เดินทางเข้ามาร่วมงานไม่ได้เห็นเฉพาะสินค้าในคูหา แต่ยังมีโอกาสได้เห็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร ฐานการผลิต และความพร้อมของระบบนิเวศทางธุรกิจในประเทศไทยในภาพที่กว้างขึ้น

Ensure Measurable Impact

ขยายมุมมองการวัดผลจากจำนวนผู้เข้าร่วมและขนาดของงาน ไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สามารถติดตามได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการค้า การจับคู่ธุรกิจ การลงทุน การสร้างเครือข่าย หรือโอกาสที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการหลังจบงาน

Ecosystem-wide Sustainability Standards

มุ่งให้การเติบโตเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นกิจกรรมเพิ่มเติมภายในงาน แต่เป็นมาตรฐานที่ควรเกิดขึ้นตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้จัดงาน สถานที่จัดงาน ผู้แสดงสินค้า ผู้ให้บริการ ไปจนถึงการบริหารทรัพยากรและของเสีย

เมื่อทั้ง 4 องค์ประกอบทำงานร่วมกัน งานแสดงสินค้าจึงมีบทบาทมากกว่าการเป็นกิจกรรมทางการตลาด แต่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยได้ในระยะยาว

Article image 1

Meet Exponential เปลี่ยนการพบกันให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ

หัวใจของ Meet Exponential อยู่ที่การทำให้ “การพบกัน” ภายในงานมีคุณค่ามากขึ้น เพราะในตลาดงานแสดงสินค้าปัจจุบัน การมีคนจำนวนมากเดินอยู่ภายในฮอลล์ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจมากตามไปด้วย สิ่งที่สำคัญกว่าคือผู้เข้าร่วมเหล่านั้นเป็นใคร มีความต้องการอะไร และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ภายในงานได้มากเพียงใด

TCEB จึงนำกลไก Show Multiplier และ Buyer Power Up เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาทั้งด้านคุณค่าของงานและคุณภาพของเครือข่ายธุรกิจที่เกิดขึ้นภายในงาน

Show Multiplier

มุ่งช่วยให้งานแสดงสินค้าสามารถต่อยอดจากพื้นที่ซื้อขายสินค้าไปสู่กิจกรรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในวงกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การนำเสนอเทคโนโลยี การสร้างความร่วมมือ การจับคู่ธุรกิจ หรือการเชื่อมผู้เข้าร่วมกับโอกาสด้านการลงทุน

การออกแบบงานจึงไม่จำเป็นต้องจบอยู่ที่การมีผู้แสดงสินค้าจำนวนมาก แต่สามารถสร้างระบบกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจตลาดและมองเห็นโอกาสใหม่ได้ตลอดทั้งงาน

Buyer Power Up

ให้ความสำคัญกับการนำผู้ซื้อที่มีศักยภาพและเหมาะสมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในงานมากขึ้น เพราะสำหรับผู้ประกอบการ การได้พบผู้ซื้อสิบรายที่ตรงกับธุรกิจอาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าการพบผู้เข้าชมหลายพันคนที่ไม่มีความต้องการทางธุรกิจตรงกัน

การเพิ่มคุณภาพของผู้ซื้อจึงช่วยให้เวลาที่ผู้ประกอบการลงทุนไปกับการออกงานมีโอกาสเปลี่ยนเป็นการเจรจา การทดลองตลาด หรือความร่วมมือที่สามารถเดินหน้าต่อได้จริง

เมื่อสองกลไกนี้ทำงานควบคู่กัน งานแสดงสินค้าจึงสามารถสร้างประโยชน์ในหลายระดับ ผู้จัดงานสามารถเพิ่มคุณค่าและความสามารถในการแข่งขันของงาน ผู้แสดงสินค้าได้เข้าถึงคู่ค้าที่มีคุณภาพ ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าและพันธมิตรที่ตรงกับความต้องการ ขณะที่ผู้ให้บริการและธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก็มีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายใหม่ตามไปด้วย

Meet Exponential จึงไม่ได้พยายามทำให้งาน “มีคนมากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการทำให้คนที่เข้ามาอยู่ในงานสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมายต่อธุรกิจมากขึ้น และทำให้มูลค่าที่เริ่มต้นขึ้นภายในฮอลล์สามารถเดินหน้าต่อหลังงานจบได้

Article image 2

เชื่อมงานแสดงสินค้ากับ 9 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อีกหนึ่งแกนสำคัญของยุทธศาสตร์คือการทำให้งานแสดงสินค้าที่ประเทศไทยสนับสนุนและพัฒนา เชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการผลักดันในอนาคต

TCEB กำหนด 9 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ดิจิทัลและ AI, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อาหารและนวัตกรรมเกษตร, การผลิตขั้นสูง, ยานยนต์แห่งอนาคต, เทคโนโลยีชีวภาพ, การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจประสบการณ์, การแพทย์และสุขภาพ และเศรษฐกิจอายุยืน

เหตุผลสำคัญคือ งานแสดงสินค้าสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมอุตสาหกรรมได้เร็วกว่าการทำตลาดในรูปแบบเดิม เพราะในช่วงเวลาไม่กี่วัน ผู้ประกอบการสามารถพบทั้งผู้ซื้อ ผู้ผลิตเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรจากหลายประเทศในพื้นที่เดียวกัน

สำหรับธุรกิจไทย การมีงานที่ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายเกิดขึ้นในประเทศจึงช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้ประกอบการกับตลาดโลก บริษัทไทยสามารถใช้เวทีเหล่านี้เพื่อสำรวจทิศทางตลาด เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ทดสอบสินค้า พบคู่ค้า หรือมองหาโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะที่ผู้ซื้อและนักลงทุนจากต่างประเทศก็สามารถเข้ามาเห็นศักยภาพของประเทศไทยจากหลายมิติในเวลาเดียวกัน

แนวทางนี้ยังช่วยเปลี่ยนภาพของงานแสดงสินค้าจาก “งานของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง” ไปสู่พื้นที่ที่หลายอุตสาหกรรมสามารถเชื่อมเข้าหากันได้ เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลอาจเข้าไปสนับสนุนการผลิต การแพทย์สามารถเชื่อมกับเทคโนโลยีชีวภาพ หรือเทคโนโลยี AI สามารถนำไปประยุกต์กับยานยนต์ อาหาร และภาคบริการ ซึ่งเป็นลักษณะของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมกำลังลดลงเรื่อย ๆ

Article image 3

ดึงงานระดับโลกเข้ามาแล้ว ต้องสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยต่อ

การเพิ่มจำนวนงานระดับนานาชาติที่เข้ามาจัดในประเทศไทยยังเป็นอีกส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ แต่ TCEB ไม่ได้มองความสำเร็จเพียงว่าประเทศไทยสามารถชนะสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานได้กี่งาน

ภายใต้ Thailand MICE Bidding Alliance หรือ “ทีมหารายได้ MICE ไทย” TCEB ทำงานร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นเจ้าภาพ World Iconic Shows หรืองานแสดงสินค้าชั้นนำระดับโลก โดยมี New Show Accelerator ช่วยผลักดันและเตรียมความพร้อมสำหรับการดึงงานใหม่เข้าสู่ประเทศไทย ขณะที่ Iconic Connect เข้ามาต่อยอดเมื่อประเทศไทยได้รับสิทธิ์จัดงานแล้ว

ความแตกต่างสำคัญคือการมองเลยไปถึงช่วงหลังจากงานตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพราะการนำงานระดับโลกเข้ามาไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะจำนวนผู้เดินทางหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงวันจัดงาน

หากสามารถเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในระบบของงานตั้งแต่ต้น ก็มีโอกาสเกิดประโยชน์ที่กว้างขึ้น ทั้งการพบลูกค้า การเข้าถึงเทคโนโลยี การสร้างพันธมิตร และการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ

ดังนั้น การแข่งขันเพื่อดึงงานเข้าประเทศจึงต้องเกิดควบคู่กับการเตรียมระบบภายในประเทศให้พร้อมรับโอกาสเหล่านั้น เพื่อให้งานระดับโลกที่เข้ามาสามารถสร้างผลลัพธ์ต่ออุตสาหกรรมไทยได้ในระยะยาว

จากจำนวนคน สู่ Economic Impact ที่เกิดขึ้นจริง

ทิศทางใหม่ยังสะท้อนผ่านวิธีการประเมินความสำเร็จของงาน โดย TCEB ให้น้ำหนักกับ Economic Impact มากขึ้น จากเดิมที่ตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วม พื้นที่จัดงาน และขนาดของงานมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญ

จำนวนเหล่านี้ยังมีความหมาย แต่ไม่ได้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของงาน

งานที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากอาจไม่ได้สร้างการซื้อขายหรือความร่วมมือสูงเสมอไป ขณะที่งานเฉพาะทางที่มีผู้เข้าร่วมไม่มาก แต่รวบรวมผู้ซื้อ ผู้ตัดสินใจ และผู้เชี่ยวชาญที่ตรงกับอุตสาหกรรม อาจสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้สูงกว่า

การวัดผลจึงต้องมองไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เข้าร่วมออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาที่พัฒนาไปสู่คำสั่งซื้อ การสร้างความร่วมมือใหม่ การลงทุน การเข้าสู่ตลาดใหม่ หรือการที่ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับสินค้าและบริการจากองค์ความรู้ที่ได้รับภายในงาน

มุมมองนี้ทำให้งานแสดงสินค้าไม่ใช่กิจกรรมที่วัดผลเฉพาะช่วงเปิดประตูฮอลล์จนถึงวันรื้อคูหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางธุรกิจที่อาจสร้างผลลัพธ์ต่อไปอีกหลายเดือนหรือหลายปี

Article image 4

ประเทศไทยมีฐานที่พร้อมต่อยอดสู่ ASEAN Exhibition Hub

การเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ 4Es ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมแสดงสินค้าที่แข็งแรงอยู่แล้ว

ในปี 2568 ประเทศไทยมีพื้นที่การจัดงานแสดงสินค้านานาชาติที่จำหน่ายได้สุทธิ หรือ Net Exhibition Space Sold มากกว่า 670,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอยู่ในอันดับ 1 ของอาเซียนตามข้อมูลที่ระบุในเอกสารแถลงข่าว โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ UFI

ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ TCEB ระบุว่าในปีเดียวกัน มีนักเดินทางที่เกี่ยวข้องกับงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ 23,588,982 คน สร้างรายได้ 98,540 ล้านบาท เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 225,827 ล้านบาท และสนับสนุนการจ้างงาน 169,895 ตำแหน่ง

ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแสดงสินค้าไม่ได้มีขอบเขตอยู่เพียงผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และสถานที่จัดงานเท่านั้น แต่เชื่อมต่อไปยังระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งโรงแรม การเดินทาง ร้านอาหาร โลจิสติกส์ บริษัทรับจัดงาน ผู้ให้บริการด้านเทคนิค บุคลากรหน้างาน ตลอดจนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การรักษาความเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาขนาดของตลาดเดิมได้เพียงอย่างเดียว เพราะประเทศอื่นในภูมิภาคต่างลงทุนพัฒนาสถานที่ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการดึงงานระดับนานาชาติเช่นกัน

จุดแข่งขันของประเทศไทยจึงต้องขยับจากคำถามว่า “จัดงานได้มากแค่ไหน” ไปสู่ “แต่ละงานสร้างคุณค่าได้มากแค่ไหน”

จากสถานที่จัดงาน สู่แพลตฟอร์มสร้างการเติบโต

Meet Exponential สะท้อนทิศทางที่ TCEB ต้องการขยับบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเพียงสถานที่ที่โลกเดินทางมาจัดงาน ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจจากหลายประเทศเข้ามาสร้างโอกาสร่วมกัน

ในมุมของผู้จัดงาน ประเทศไทยต้องสามารถช่วยให้งานเติบโตและเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพได้

ในมุมของผู้ซื้อ ต้องสามารถเข้าถึงสินค้า เทคโนโลยี และพันธมิตรที่ตรงกับความต้องการ

ขณะที่ในมุมของผู้ประกอบการไทย การมีงานระดับนานาชาติเข้ามาจัดในประเทศควรช่วยให้การเข้าถึงตลาดโลกง่ายขึ้น ไม่ใช่เพียงทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาสั้น ๆ

นี่คือความหมายของการเป็น ASEAN Exhibition Hub ในอีกระดับหนึ่ง เพราะความเป็นศูนย์กลางไม่ได้เกิดจากจำนวนฮอลล์หรือจำนวนงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการทำให้งานที่เข้ามาจัดสร้างการเชื่อมต่อที่มีคุณค่า และทำให้โอกาสเหล่านั้นกระจายออกไปสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศ

ท้ายที่สุด แนวคิด Connecting Businesses for Exponential Growth ไม่ได้หมายถึงการทำให้โลกมาพบกันในประเทศไทยมากขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำให้ทุกครั้งที่โลกมาพบกัน ธุรกิจไทยมีโอกาสพบลูกค้าใหม่ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สร้างเครือข่ายใหม่ และเข้าถึงตลาดที่กว้างกว่าเดิม

เมื่อการพบกันหนึ่งครั้งสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสอีกหลายด้าน งานแสดงสินค้าก็จะไม่ได้จบลงพร้อมวันสุดท้ายของงาน แต่กลายเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว

ไมซ์จึงไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่สามารถเป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยงและสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเติบโตไปด้วยกัน

Article image 5
Subscribe to TCEB
updates and stay informed about events, activities, and key announcements
* indicates required
or