Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB)

ความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังส่งผลต่ออุตสาหกรรมไมซ์ไทยในเวทีโลกและภูมิภาค

อุตสาหกรรมไมซ์กำลังเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างผลลัพธ์ให้เศรษฐกิจ เมือง อุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้คือโอกาสในการก้าวจาก Event Destination สู่จุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างคุณค่าและ Legacy ได้อย่างยั่งยืน

อุตสาหกรรมไมซ์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่การจัดประชุม งานแสดงสินค้า หรืองานองค์กร ถูกมองเป็นเพียง “อีเวนต์” ที่มีวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน วันนี้ไมซ์กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมือง อุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประเทศและเมืองต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องสถานที่จัดงาน ขนาดศูนย์ประชุม หรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันที่ “ความพร้อมทั้งระบบ” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกของภาครัฐ เทคโนโลยี บุคลากร เมืองรอง ความยั่งยืน ไปจนถึงความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวหลังงานจบ

สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวโน้มที่ต้องติดตาม แต่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับ Thailand MICE Industry จากการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงาน ไปสู่การเป็นศูนย์กลางของ Business Events Thailand ที่เชื่อมโยงการประชุม การค้า การลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาค

Article image 1

อุตสาหกรรมไมซ์โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร

แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์โลก คือการเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือรายได้ระยะสั้น ไปสู่การวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเมืองเจ้าภาพ อุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

งานไมซ์ยุคใหม่จึงไม่ได้จบลงเมื่อปิดงาน แต่ต้องสามารถสร้างมูลค่าต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาบุคลากร การยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงาน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การดึงดูดการลงทุน การเปิดตลาดใหม่ และการเพิ่มบทบาทของประเทศเจ้าภาพบนเวทีโลก

ในมุมของประเทศไทย นี่คือจังหวะสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ให้ก้าวไกลกว่าการเป็น Event Destination ไปสู่การเป็น Legacy Destination หรือจุดหมายปลายทางที่การจัดงานสามารถสร้างผลลัพธ์ระยะยาวให้เศรษฐกิจและสังคมไทยได้จริง

Mega Event ไม่ใช่แค่งานใหญ่ แต่คือเครื่องมือสร้าง Legacy

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญระดับโลก คือการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป็นครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมเข้าร่วมเป็น 48 ชาติ

แม้ฟุตบอลโลกจะเป็นมหกรรมกีฬา แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไมซ์อย่างชัดเจน เพราะเมืองเจ้าภาพต้องยกระดับระบบขนส่ง สนามบิน โรงแรม ศูนย์ประชุม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความปลอดภัย การสื่อสาร และมาตรฐานการบริการ เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากจากทั่วโลก

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้จบลงพร้อมการแข่งขัน แต่กลายเป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่เมืองสามารถนำไปต่อยอดสู่การจัดประชุมนานาชาติ งานแสดงสินค้า งานประชุมองค์กร กิจกรรมทางธุรกิจ และเทศกาลระดับโลกในอนาคต

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย คือการเป็นเจ้าภาพงานขนาดใหญ่ไม่ควรถูกมองเฉพาะเรื่องจำนวนนักเดินทางหรือรายได้ระยะสั้น แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสร้างความสามารถใหม่ให้ประเทศ

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาทักษะบุคลากรไมซ์ การยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงาน การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่น การสร้างระบบรองรับงานระดับนานาชาติ และการใช้โอกาสจากงานใหญ่เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ในบริบทของไทย การเตรียมความพร้อมสำหรับ Mega Event จึงสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมไมซ์ได้โดยตรง ทั้งโรงแรม บริษัทรับจัดงาน DMCs, PCOs, ผู้ให้บริการเทคโนโลยี โลจิสติกส์ ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในพื้นที่

หากออกแบบอย่างมีกลยุทธ์ งานใหญ่หนึ่งงานจะไม่ใช่เพียงกิจกรรมชั่วคราว แต่จะกลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ กระจายมูลค่าสู่เมือง และยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในระยะยาว

เอเชียกำลังแข่งขันสู่การเป็น Exhibition Hub

ในระดับภูมิภาค เอเชียกำลังเข้าสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ โดยเฉพาะการช่วงชิงบทบาทของการเป็น Exhibition Hub หรือศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของภูมิภาค

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน จากการฟื้นตัวของงานนิทรรศการขนาดใหญ่ การดึงผู้เข้าชมงานกลุ่มธุรกิจ และการรักษาพื้นที่จัดงานให้กลับมาใกล้หรือสูงกว่าระดับก่อนสถานการณ์โควิด 19

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ตลาด Exhibition ในเอเชียยังมีแรงดึงดูดสูง แต่เมืองที่ต้องการเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนผู้จัดงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดต้นทุน การสนับสนุนงานเดิมให้เติบโต การดึงงานใหม่เข้ามา และการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอนาคต

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งไม่ได้อยู่เพียงการมีศูนย์แสดงสินค้าและศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความหลากหลายของเมืองไมซ์ ความพร้อมของผู้ประกอบการ คุณภาพการบริการ และความสามารถในการเชื่อมโยงงานธุรกิจกับประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม อาหาร สุขภาพ ความยั่งยืน และ Soft Power ของไทย

หากประเทศไทยสามารถพัฒนางาน Exhibition ให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น อาหารและเกษตรมูลค่าสูง สุขภาพและเวลเนส พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานแสดงสินค้าจะไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อขาย แต่จะกลายเป็นกลไกดึงดูดการลงทุน สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Article image 2

เมืองรองกำลังกลายเป็นสนามใหม่ของอุตสาหกรรมไมซ์

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญ คือการเติบโตของเมืองรองในฐานะจุดหมายปลายทางไมซ์ เมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียไม่ได้รอให้การจัดงานกระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองหลวง แต่กำลังพัฒนาความพร้อมของตนเองเพื่อรองรับงานประชุมนานาชาติ งานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจเฉพาะด้าน

ซาราวักของมาเลเซียเป็นตัวอย่างของการใช้ยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยลงทุนด้านสถานที่จัดประชุม โครงข่ายคมนาคม โครงการดิจิทัล และอุตสาหกรรม เพื่อรองรับงานประชุมนานาชาติหลายรายการ

ขณะเดียวกัน อินเดียกำลังผลักดันการจัดตั้ง Convention Promotion Bureau ระดับเมือง เพื่อให้แต่ละเมืองมีหน่วยงานกลางในการประสานงาน อำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต เชื่อมโยงพันธมิตรในพื้นที่ และสนับสนุนผู้จัดงานระดับนานาชาติ

แนวโน้มนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะไทยมีเมืองศักยภาพด้านไมซ์หลายแห่งนอกเหนือจากกรุงเทพฯ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา และจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ

แต่ละเมืองมีจุดขายที่แตกต่างกัน เชียงใหม่มีความแข็งแรงด้านวัฒนธรรม งานสร้างสรรค์ และสุขภาวะ ภูเก็ตมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติและเวลเนส พัทยามีความพร้อมด้านงานขนาดใหญ่และความบันเทิง ขอนแก่นมีบทบาทด้านเศรษฐกิจภูมิภาค การศึกษา และสุขภาพ ขณะที่เมืองชายแดนสามารถเชื่อมโยงกับตลาดประเทศเพื่อนบ้านได้

โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการโปรโมตเมืองรองให้เป็นสถานที่จัดงาน แต่คือการสร้างระบบนิเวศไมซ์ระดับเมืองให้ครบถ้วน ตั้งแต่หน่วยงานประสานงาน ฐานข้อมูลสถานที่จัดงาน มาตรฐานบริการ แพ็กเกจสนับสนุนผู้จัดงาน เส้นทางท่องเที่ยวก่อนและหลังประชุม ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่น

เมื่อเมืองไมซ์มีระบบรองรับที่แข็งแรง การจัดงานหนึ่งครั้งจะสามารถสร้างมูลค่ากระจายสู่เศรษฐกิจเมืองได้จริง

Article image 3

ประเทศไทยมีสัญญาณบวกจากเวทีประชุมภาครัฐระดับโลก

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของไมซ์ไทย คือบทบาทของประเทศไทยในฐานะเวทีจัดประชุมภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ

รายงาน ICCA Global Government Meetings Intelligence Report 2025 ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 17 ของโลกจากจำนวนการประชุมภาครัฐระหว่างประเทศ 48 งาน คิดเป็น 2.1% ของการประชุมทั่วโลก ขณะที่กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 16 ของโลก จากจำนวนการประชุม 34 งาน

อันดับดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวหรือการจัดงานทั่วไป แต่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะพื้นที่สำหรับการประชุมภาครัฐ การทูต ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการหารือเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค

จุดแข็งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไมซ์ไทย เพราะงานประชุมภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศมักสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่ารายได้จากการเดินทาง เช่น การสร้างความเชื่อมั่น การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การเปิดพื้นที่เจรจาความร่วมมือ การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ และการดึงดูดผู้มีอำนาจตัดสินใจจากหลายประเทศเข้าสู่ประเทศไทย

ในระยะยาว ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้าน Government Meetings เป็นฐานในการดึงงานประชุมเฉพาะด้านที่เชื่อมโยงกับนโยบายสำคัญ เช่น การเงิน การพัฒนาเมือง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พลังงาน เทคโนโลยี และความร่วมมือระดับภูมิภาค

IMF World Bank Annual Meetings 2026 เวทีพิสูจน์ศักยภาพของไทย

หนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย คือการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก หรือ IMF World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร

การประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือ QSNCC และจะเป็นหนึ่งในเวทีระดับโลกที่สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับงานที่มีความซับซ้อนสูง มีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคการพัฒนา ภาคเอกชน สื่อมวลชน และองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก

สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย งานนี้มีความหมายมากกว่าการเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ เพราะเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ ระบบรักษาความปลอดภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การบริการมาตรฐานสากล การสื่อสารระดับนานาชาติ และการบริหารงานที่มีรายละเอียดสูง

หากประเทศไทยสามารถใช้เวทีนี้ต่อยอดอย่างเป็นระบบ IMF World Bank Annual Meetings 2026 จะกลายเป็น Legacy สำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในทศวรรษนี้

โอกาสที่ควรต่อยอด ได้แก่ การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การพัฒนาบุคลากรไมซ์ การเพิ่มมาตรฐานงานประชุมระดับนานาชาติ การสร้างความร่วมมือหลังงานจบ และการใช้เวทีนี้เชื่อมโยงประเทศไทยกับวาระเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาของโลก

Article image 4

Super License และ Ease of Doing Business มีผลต่อการจัดงานไมซ์อย่างไร

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวภายในประเทศที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมไมซ์โดยตรง คือการผลักดันระบบ Super License ภายใต้กฎหมายอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน

สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการจัดงานขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงาน ความปลอดภัย การจราจร ศุลกากร การนำเข้าอุปกรณ์ การติดตั้งโครงสร้างชั่วคราว การใช้พื้นที่สาธารณะ การจัดกิจกรรมคู่ขนาน และการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ

หากระบบดังกล่าวสามารถพัฒนาไปสู่ One Stop Service ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้จัดงานต่างชาติที่ต้องการเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงาน

นี่คือปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในอุตสาหกรรมไมซ์ยุคใหม่ เพราะผู้จัดงานระดับนานาชาติไม่ได้มองเพียงความสวยงามของสถานที่หรือจำนวนห้องประชุม แต่ให้ความสำคัญกับความง่ายในการทำงาน ความเร็วในการประสานงาน ความชัดเจนของกฎระเบียบ และความสามารถของเมืองในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ

หากประเทศไทยสามารถทำให้การจัดงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อมโยงมากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Business Events Thailand ในตลาดโลกได้อย่างชัดเจน

Article image 5

โอกาสของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในระยะต่อไป

จากความเคลื่อนไหวระดับโลก ภูมิภาค และภายในประเทศ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมไมซ์ไทยมีโอกาสสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน

1. ยกระดับจาก Event Destination สู่ Legacy Destination

ประเทศไทยควรวางการจัดงานขนาดใหญ่ให้เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ระยะยาว เช่น การพัฒนาคน การสร้างมาตรฐานใหม่ การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อทุกงานถูกออกแบบให้สร้าง Legacy ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่พร้อมจัดงาน แต่จะเป็นประเทศที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่จากการจัดงานได้จริง

2. พัฒนาเมืองไมซ์ให้มีบทบาทเฉพาะตัว

กรุงเทพฯ อาจเป็นศูนย์กลางหลักของการประชุมระดับโลก แต่เมืองอื่น ๆ สามารถเติบโตด้วยจุดแข็งของตนเอง เช่น เมืองสุขภาพ เมืองสร้างสรรค์ เมืองอุตสาหกรรม เมืองนวัตกรรม เมืองวัฒนธรรม หรือเมืองชายแดนที่เชื่อมโยงตลาดภูมิภาค

การพัฒนาเมืองไมซ์จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจจุดแข็งของเมือง แล้วออกแบบงานและระบบสนับสนุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจของพื้นที่

3. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของงาน Exhibition ไทย

งานแสดงสินค้าของไทยควรถูกออกแบบให้เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพ เช่น อาหาร สุขภาพ พลังงานสะอาด เทคโนโลยี การท่องเที่ยวคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อ Exhibition เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย งานแสดงสินค้าจะกลายเป็นมากกว่าพื้นที่จัดบูธ แต่เป็นเครื่องมือสร้างการลงทุน การค้า และความร่วมมือทางธุรกิจ

4. ทำให้การจัดงานในไทยง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อมโยงมากขึ้น

ความสะดวกในการจัดงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้จัดงานระดับนานาชาติใช้ประกอบการตัดสินใจ

ประเทศไทยจึงควรพัฒนาระบบสนับสนุนแบบบูรณาการ ทั้งด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี ฐานข้อมูลกลาง การขออนุญาต การประสานงานเมือง และบริการแบบเบ็ดเสร็จสำหรับผู้จัดงาน

หากทำได้สำเร็จ จะช่วยให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางไมซ์อื่น ๆ ในภูมิภาค

อุตสาหกรรมไมซ์ไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร

อุตสาหกรรมไมซ์ไทยกำลังเปลี่ยนจากการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงาน ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ เมือง อุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ Legacy และผลลัพธ์ระยะยาวมากขึ้น

ทำไม Mega Event จึงสำคัญต่ออุตสาหกรรมไมซ์

Mega Event ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร ระบบบริการ ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ของเมืองเจ้าภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การจัดประชุม งานแสดงสินค้า และกิจกรรมธุรกิจระดับนานาชาติในอนาคต

เมืองรองมีบทบาทอย่างไรในอุตสาหกรรมไมซ์ไทย

เมืองรองสามารถเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์เฉพาะด้านได้ เช่น เมืองสุขภาพ เมืองสร้างสรรค์ เมืองวัฒนธรรม เมืองนวัตกรรม หรือเมืองชายแดน โดยช่วยกระจายรายได้และสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

IMF World Bank Annual Meetings 2026 สำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร

การเป็นเจ้าภาพ IMF World Bank Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับงานระดับโลกที่มีความซับซ้อนสูง และช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการประชุมระดับภูมิภาคและระดับโลก

ประเทศไทยจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านไมซ์ได้อย่างไร

ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถได้โดยพัฒนาเมืองไมซ์ ยกระดับงาน Exhibition ให้เชื่อมกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างระบบ One Stop Service ลดความซับซ้อนด้านใบอนุญาต และออกแบบงานให้สร้างผลลัพธ์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจและเมืองเจ้าภาพ

สรุป ไมซ์ไทยกำลังอยู่ในจังหวะของการยกระดับ

ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า โลกกำลังมองไมซ์เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางธุรกิจแบบชั่วคราว

FIFA World Cup 2026 แสดงให้เห็นพลังของ Mega Event ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและภาพลักษณ์ระยะยาว ฮ่องกงสะท้อนการแข่งขันของ Exhibition Hub ในเอเชีย อินเดียและซาราวักชี้ให้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเมืองรองและโครงสร้างสนับสนุนระดับเมือง ขณะที่ประเทศไทยมีสัญญาณบวกจากอันดับการประชุมภาครัฐระดับโลก การเตรียมเป็นเจ้าภาพ IMF World Bank Annual Meetings 2026 และการผลักดันระบบอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งด้านสถานที่จัดงาน การบริการ วัฒนธรรม ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค และความพร้อมของภาครัฐและเอกชน เพื่อขยับจากประเทศที่ “พร้อมจัดงาน” ไปสู่ประเทศที่ “สร้างผลลัพธ์จากงานไมซ์” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคต อุตสาหกรรมไมซ์ไทยจะไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องจำนวนงานหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่จะแข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับเมือง อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และประเทศโดยรวม

หากประเทศไทยสามารถใช้จังหวะนี้พัฒนาไมซ์อย่างมีกลยุทธ์ ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำไมซ์ของภูมิภาค และเป็นจุดหมายปลายทางที่งานไมซ์ทุกงานสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

Subscribe to TCEB
updates and stay informed about events, activities, and key announcements
* indicates required
or